นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา(ป.กก.) เป็นประธานเปิดโครงการ "โครงการเครือข่ายความร่วมมือมือหลักสูตรอาเซียนด้านการท่องเที่ยว : แนวทางการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยใน 32 ตำแหน่งงาน ภายใต้ข้อตกลงอาเซียน ผ่านการบูรณาการการจัดการหลักสูตรสถาบันการศึกษาระดับปฏิบัติการเชิงเครือ ข่าย”ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีข้อสืบเนื่องจากกรณีของรัฐสมาชิกอาเซียน ในการรวมตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมก้าวสู่ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community :AEC) ในปี 2015 (พ.ศ.2558) มีการเปิดโครงการดังกล่าว ณ ห้องเวลโก ชั้น 3 โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2554
นายสมบัติ คุรุพันธ์ ป.กก. กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community:AEC) โดยประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาว และประเทศบรูไน รวม 10 ประเทศ โดยสาเหตุเริ่มแรก เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2510 จากการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียนในรูปแบบของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ(Association of South East Asian Nations :ASEAN) ซึ่งมีประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศฟิลิปปินส์ รวม 5 ประเทศ) ต่อมาประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ในวันที่ 8 มกราคม 2527 ประเทศเวียดนามได้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ประเทศลาว และประเทศพม่า ได้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 และประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 และมีการพัฒนาการรวมตัวกันก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า(ASEAN Free Trade Area :AFTA) มีสมาชิก รวม 10 ประเทศ เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ในปี 2546 ได้มีการออกแถลงการณ์ Bali Concord เห็นชอบการรวมตัวทางเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community: AEC) ภายในปี 2563 ซึ่งการรวมตัวในครั้งนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป(European Economic Community:EEC) โดยมุ่งหวังให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกลายเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวร่วมกัน(Single Market and Single Production Base) มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน การท่องเที่ยว และแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี ต่อมาในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ในปี 2550 ได้มีการลงนามในปฏิญญาเซบูว่าด้วยการเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ให้เร็วขึ้นอีก 5 ปี ภายในปี 2558(คศ.2015) โดยเฉพาะ 11 สาขาแรก(การท่องเที่ยว การบิน ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไม้ ยาง สิ่งทอ อิเล็กทรอนคส์ เกษตร ประมง สุขภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ) ซึ่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก(Country Coordinators) ในด้านการท่องเที่ยวและการบิน เป็นหลัก โดยมีการจัดทำข้อตกลงในพิมพ์เขียว(AEC Blueprint) ในการใช้เป็นแผนงานภาพรวม ครอบคลุมทั้งสินค้า บริการ การลงทุน แรงงาน และการท่องเที่ยว โดยในข้อตกลงแห่งอาเซียนว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ(ASEAN Mutual Recognition Arrangement : MRA) ที่กำหนดแรงงานด้านการท่องเที่ยวในสาขาธุรกิจโรงแรม และสาขาธุรกิจท่องเที่ยว สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรี ภายในอาเซียน ในปีพ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียน ได้ร่วมกันจัดทำสมรรถนะขั้นพื้นฐานของบุคลากร ที่ประกอบวิชาชีพท่องเที่ยว โดยการแบ่งกลุ่มแรงงานออกเป็น ๖ กลุ่มสาขา ได้แก่ Front Office, House Keeping, Food Production, Food and Beverage, Travel Agencies และTour Operation อัน เป็นโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น ของประชาชนคนไทย ในการได้รับบริการจากนักวิชาชีพที่มีความสามารถจากชาติอาเซียนอื่นๆ ที่จะเข้ามาทำงานในประทศไทยเพิ่มขึ้น ในวิชาชีพท่องเที่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกลๆเพื่อขอรับบริการ อันเป็นผลให้นักวิชาชีพในประเทศไทย จะต้องเพิ่มพูนศักยภาพตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของภาษาสากล ในการจะทำงานในประเทศหรือเคลื่อนย้ายไปทำงานในอาเซียนอย่างเสรี ซึ่งประโยชน์ในการพัฒนาบริการและวิชาชีพก็จะตกแก่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและ เพื่อนสมาชิกอาเซียนในลักษณะเดียวกัน
ซึ่งหากมองว่าประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 10 ประเทศ ที่มีประชากร รวมจำนวน 581.4 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ากลุ่มประเทศอาเซียน จำนวน 67.5 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ากลุ่มประเทศอาเซียน จำนวน 1,806,870 ล้านบาท/ปี ซึ่งประกอบด้วย –ประเทศไทย ที่มีประชากร จำนวน 65 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 15 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 545,190 ล้านบาท/ปี –ประเทศ มาเลเซีย ที่มีประชากร จำนวน 28 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 23 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 458,310 ล้านบาท/ปี –ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีประชากร จำนวน 232 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 7 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 221,250 ล้านบาท/ปี –ประเทศสิงคโปร์ ที่มีประชากร จำนวน 5 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 8 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 321,660 ล้านบาท/ปี –ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีประชากร จำนวน 93 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 4 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 74,970 ล้านบาท/ปี –ประเทศเวียดนาม มีประชากร จำนวน 87 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 5 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 117,900 ล้านบาท/ปี –ประเทศพม่า มีประชากร จำนวน 50 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 0.5 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 2,970 ล้านบาท/ปี –ประเทศกัมพูชา มีประชากร จำนวน 15 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 2 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 36,570 ล้านบาท/ปี –ประเทศลาว มีประชากร จำนวน 6 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 2 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 8,280 ล้านบาท/ปี และ-ประเทศบรูไน มีประชากร จำนวน 0.4 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ จำนวน 1 ล้านคน/ปี และมีรายได้จากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 19,770 ล้านบาท/ปี (หมายเหตุ...ข้อมูลจาก www.unwto.org, www.myanmar.ca, www.tourismbrunei.com) จะ เห็นได้ว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเวทีการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศอา เซียน ที่มีรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยว ในปริมาณและคุณภาพ มากที่สุดและเป็นไปอย่างแท้จริง อีกทั้งได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกอาเซียน ให้เป็นเจ้าภาพหลัก ในด้านในด้านการท่องเที่ยวและการบิน
ป.กก. กล่าวปิดท้ายว่า จากข้อมูลดังกล่าว องค์การการท่องเที่ยวโลก(The World Tourism Organization-UNWTO) คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวทั่วโลก จะมีการเดินทางท่องเที่ยวไปมาซึ่งกันและกัน ในปี 2020 จำนวน 1,600 ล้านคน คาดว่าในกลุ่มอาเซียน จะมีจำนวนประมาณ 160-200 ล้านคน โดยในปี 2015 น่าจะมีประมาณ 120 ล้านคน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของการพัฒนาความเป็นอาเซียน ได้มากน้อยขนาดไหน และความพร้อมของประเทศสมาชิกในการร่วมมือร่วมใจกัน ให้เป็นตลาดและเป็นหนึ่งเดียวให้ได้มากที่สุด ในการแข่งขันบนเวทีโลก สำหรับโครงการในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาเครือข่ายภาคีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานไทย ใน ๓๒ ตำแหน่งงาน ในสาขาการท่องเที่ยว ภายใต้ข้อตกลงอาเซียน ทั้ง ในระดับนโยบายที่ประกอบด้วย ส่วนราชการ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ ภาคีเอกชน และระดับปฏิบัติการ ได้แก่ กลุ่มสถาบันการศึกษา อันจะนำไปสู่กระบวนการผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ อีกทั้ง ยังมีเครือข่าย ในการฝึกอบรมบุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยว ให้สามารถทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการใ นลักษณะของเครือข่ายปฏิบัติการ(Tourism Professionals Certification Network : TPCN) รวมถึงการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยใน ๓๒ ตำแหน่งงาน ในสาขาการท่องเที่ยว ทั้งระบบ ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่ระบบการพัฒนา การเทียบประเมินหลักสูตรและการประเมินมาตรฐานแรงงานการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนระบบการพัฒนากำลังคนให้เป็นไปตามข้อตกลงอาเซียน ในปี 2015(พ.ศ.2558)ต่อไป