ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ขนาดตัวอักษร
สีตัวอักษร

ป.กก. มั่นใจศูนย์ประชุมชม. ๓ พันล้าน เปิดบริการแน่ ต้นกค.๕๕

เผยแพร่เมื่อ 22 มิถุนายน 2554

แชร์:
ป.กก. มั่นใจศูนย์ประชุมชม. ๓ พันล้าน เปิดบริการแน่ ต้นกค.๕๕
         นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา(ป.กก.) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้า ชี้แจงทำความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ 326 ไร่ วงเงินการก่อสร้างรวม 1,867,150,000 บาท ให้ผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวและบริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนของจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกำหนดการก่อสร้างอาคารและสถานที่แล้วเสร็จ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2554 และจะทำการตบแต่งภายใน ปรับสภาพแวดล้อม ตลอดจนดำเนินการในการบริหารจัดการและการตลาด ให้สามารถดำเนินการเปิดบริการได้ ในต้นเดือนกรกฏาคม 2555 ตามกรอบแนวคิดภาพรวมปี 2555 จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ โรงแรมดิเอมเพรส จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554
 
        นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า สืบเนื่องจากความต้องการการโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 20 ปี และมีการศึกษาความเป็นไปได้(Feasibility Study) ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ประกอบกับขยายตัวเพิ่มขึ้นของธุรกิจการจัดประชุมและแสดงสินค้านานาชาติของประเทศไทย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 เห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ใช้สอย 419,625.46 ตารางเมตร แยกเป็น พื้นที่ใช้สอย ภายในอาคารประมาณ 55,076.02 ตารางเมตร และพื้นที่ภายนอกอาคารประมาณ 364,549.44 ตารางเมตร ในปี 2552 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินการประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทอรนิกส์ จำนวน 2 ครั้ง จึงได้ผู้รับจ้าง คือ กิจการร่วมค้า อีเอ็มซี และเพาเวอร์ไลน์ ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด วงเงิน 1,867,150,000 บาท ได้ลงนามในสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างจำนวน 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 แต่สถานการณ์และวิกฤตทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการปรับปรุงแบบแปลนการก่อสร้างในหลายๆครั้ง และการพิจารณาย้ายสถานที่ก่อสร้าง/ดำเนินการศูนย์ประชุมฯไม่ว่า ณ บริเวณหนองฮ่อ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีผลกระทบต่อการวางแผนดำเนินก่อสร้างและการวางแผนในด้านการบริหารจัดการ/การตลาดมาโดยตลอด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการติดตามงานก่อสร้างและแก้ปัญหาการดำเนินงานมาโดยตลอด รวมทั้งขยายระยะเวลาก่อสร้างที่จะสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นวันที่ 16 ธันวาคม 2554 และเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและการตลาด ให้พร้อมเปิดบริการในต้นเดือนกรกฏาคม 2554 ต่อไป ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ที่ต้องทำงานพร้อมกัน ก้าวไปด้วยกัน และในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะชาวเชียงใหม่ ที่ต้องช่วยกันในเชิงรุกลักษณะ Hard Sales และมีจุดขายและยุทธศาตร์/ยุทธวิธี ในเรื่องนครแห่งเมืองไมซ์(Hub of MICE) ทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเสนอความเป็นเชียงใหม่ ที่มีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และชื่อเสียงทางธรรมชาติที่ยาวนาน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รวมทั้งต้องช่วยกันไปบิด(Bid) และพยายามดึงงานใหญ่ระดับชาติและนานาชาติมาจัดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นงานมอเตอร์โชว์ งานแสดงสินค้าต่างๆ งานแข่งขันประชุมวิชาการแพทย์เฉพาะทางนานาชาติ(ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ มีความพร้อมด้าน Medical Hub โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคเอกชนทางการแพทย์ของจังหวัดเชียงใหม่ มีความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง) งานเอ็กซ์โปต่างๆ งานแข่งขันกีฬาในร่มนานาชาติต่างๆ เป็นต้น ซึ่งผลที่ตามจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นจังหวัดหลักที่ได้รับผลตอบแทนดังกล่าวโดยตรง มีอานิสงฆ์ไปถึงจังหวัดต่างๆทั่วภาคเหนือ และภาพรวมของประเทศไทยด้วย
 
        ป.กก. กล่าวปิดท้ายว่า ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ จะเป็นกลไกในการเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทย ในการรองรับตลาดการประชุมและแสดงสินค้า ซึ่งคาดว่า หลังการเปิดใช้บริการ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เป็นมูลค่าเฉลี่ยปีไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท มีการกระจายนักท่องเที่ยวคุณภาพมายังภาคเหนือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวด้านการประชุมและแสดงสินค้า ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ในภาพรวมทั้งประเทศ และก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม ในรูปแบบของลูกโซ่ทางรายได้ ที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ จะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพ(Business Group)ที่มีกำลังซื้อมากถึง 3-4 เท่าตัว ได้ตลอดทั้งปี โดยไม่เลือกฤดูกาล ได้เป็นอย่างดียิ่ง
 
        ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การดำเนินงานจะประสบกับภาวะวิกฤตด้านต่างๆ แต่ได้พยายามเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอน ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้รัฐได้รับประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ และประชาชนชาวเชียงใหม่ได้รับผลดีในเชิงเศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ต่างๆ รวมทั้ง แผนการบริหารจัดการ และแผนการตลาดของศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ โดยจะเปิดโอกาสให้เอกชนมาบริหารจัดการคล้ายกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ซึ่งจะสามารถรองรับการดำเนินงานเต็มรูปแบบที่จะมีขึ้นในอนาคตนี้ อันจะทำให้ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ มีความสมบูรณ์ ทันสมัย เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพแห่งใหม่ของไทย ทั้งนี้การบริหารจัดการ และการดำเนินงาน ด้านการตลาดของ ศูนย์ประชุมนานาชาติ เชียงใหม่ ในระยะการก่อสร้างอีก 1 ปีที่เหลือข้างหน้า ก่อนเปิดให้บริการ จะต้องมีนโยบายและแนวคิดในการบริหารจัดการและการตลาด ดังนี้
 
  1. ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ จะต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ของจังหวัดเชียงใหม่และภูมิภาคในระยะยาว จึงจำเป็นต้องให้การสนับสนุน และให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่คุ้มค่า ก่อให้เกิดรายได้ และมีการบูรณาการความร่วมมือ และเกื้อกูลกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่เชียงใหม่
  2. ผู้บริหารศูนย์ประชุมฯ จะต้องเป็นผู้บริหารมืออาชีพ มีความเข้าใจตลาด MICE (MICE –Meeting, Incentive, Convention, Exhibition) และสามารถดำเนินการจัดทำแผนการตลาด เพื่อให้สามารถรองรับการจัดงานที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งจากในและต่างประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในเชียงใหม่และใกล้เคียง
  3. ดำเนินการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้เกิดการรับรู้ของคนเชียงใหม่ และภูมิภาค เกิดความร่วมมือ ร่วมใจในการสร้างเอกลักษณ์ และขยายตลาดการประชุมให้กว้างขวางขึ้น
  4. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก GMSเพื่อส่งเสริมการจัดการประชุม และนิทรรศการในเชียงใหม่
  5. ส่งเสริมและเปิดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ในการเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนา บริหารจัดการ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เชียงใหม่ เพราะเป็นสมบัติ ของชาวเชียงใหม่และคนไทย
  6. กระตุ้น และรณรงค์ให้เกิดการจัดการประชุมและแสดงสินค้านานาชาติในเชียงใหม่ โดยผนึกกำลัง ความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเชียงใหม่ และภูมิภาค
  7. ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน กับการส่งเสริมการจัดการประชุม และนิทรรศการ ทั้งในและต่างประเทศ ในระดับภูมิภาค นานาชาติ และระดับโลก

        ปัจจัย/เงื่อนไขเหล่านี้ จะส่งเสริม พัฒนา และกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาบูมอีกครั้งได้ พร้อมช่วยสนับสนุนจังหวัดภาคเหนือได้ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ จะมีจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือน มากกว่า 3-5 ล้านคน/ปี มีรายได้มากกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท/ปี จะต้องอาศัยการท่องเที่ยวในธุรกิจไมซ์ ซึ่งมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และเกิดปฏิกิริยาการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทวีคูณ ในลักษณะ Economic Catalyst อันจะก่อให้เกิดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และรายได้การท่องเที่ยวมีการกระจายไปสู่ชุมชนและสังคมอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อมูลของสมาคมจัดการประชุมและสัมมนานานาชาติ(ICCA)ระบุว่า เมืองที่มีบรรยายกาศที่ดี และมีความพร้อม จะช่วยต่อยอดให้มีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และเกิดปฏิกิริยาการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทวีคูณ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าว และสามารถคงรักษาวิถีชีวิตของความเป็นเชียงใหม่ จะนำมาซึ่งการเพิ่มทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้การท่องเที่ยวมาสู่ชุมชน และประเทศชาติต่อไป