นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ป.กก.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ระหว่างประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๔ (The 7th Mekong Goodwill Games) เพื่อเป็นการยกระดับ กระชับความสัมพันธ์ของประชาชนแถบลุ่มแม่น้ำโขง และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๓ นครพนม แขวงคำม่วน ณ ลานสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔
นายสมบัติ คุรุพันธ์ เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ร่วมกับกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ระหว่างประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๔ (The 7th Mekong Goodwill Games) ณ จังหวัดนครพนม ระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ – ๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ โดยมีนักกีฬาจาก ๖ ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (จีน พม่า ลาว เขมร เวียดนาม และไทย) เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติ เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (Sport Tourism) "การแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ ๗ จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๕๕๔ ร่วมฉลองสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๓” (The 7th Mekong Goodwill GamesNakhon Phanom 2011 Celebration The Third Thai-Lao Friendship Bridge)”มีการให้สัญลักษณ์มาสคอท เป็นพญานาค โดยเรียกว่า"นาคา” โดยมีแนวความคิดในการจัดงาน รวมใจเป็นหนึ่งเดียวของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกีฬา "The Unity of Mekong - สายน้ำรวมเราเป็นหนึ่ง” มีประเภทกีฬาสากล ๖ ประเภทชนิดกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล เซปักตะก้อ กรีฑา เปตอง วอลเลย์บอลในร่ม และวอลเลย์บอลชายหาด ส่วนกีฬาพื้นบ้านมี ๖ ชนิดเช่นกัน ได้แก่ วิ่งเปี้ยวแตงโม วิ่งตะขาบ ชักเย่อ เรือบก วิ่งกระสอบ และวิ่งไม้สูง
ป.กก. กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานในครั้งนี้ ตนมีความภาคภูมิใจในการสนับสนุนและการตอบรับที่ดีของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกัน เนื่องจากปัญหาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะทำให้ประเทศไทยและประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะมีคณะกรรมการ นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ คน จาก ๖ ประเทศ สามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ล้านบาท