ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ขนาดตัวอักษร
สีตัวอักษร

ป.กก.ชูไทยสู่ผู้นำการท่องเที่ยวกรอบ IMT-GT รับปีใหม่2011

เผยแพร่เมื่อ 15 ธันวาคม 2553

แชร์:
ป.กก.ชูไทยสู่ผู้นำการท่องเที่ยวกรอบ IMT-GT รับปีใหม่2011
         นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา(ป.กก.) เป็นประธานเปิดการประชุมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-Medical Tourism Hub(ระหว่างประเทศ) และแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "การส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ตามแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย(Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT)" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ร่วมประชุมหารือสภาธุรกิจสามประเทศ/ฝ่าย ร่วมกันกำหนดแพ็คเกจด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/เชิงสุขภาพ และร่วมกันหาแนวทางบูรณาการการดำเนินด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/เชิงสุขภาพเชิงรุก ซึ่งเน้นหนัก 14 จังหวัดภาคใต้ของไทย ร่วมกับจำนวน 10 รัฐของประเทศอินโดนีเซีย และอีก 8 รัฐของประเทศมาเลเซีย โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม/สัมมนา จำนวนประมาณ 350 คน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
 
        นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากจุดเริ่มต้น เมื่อปี2552 ที่ประเทศไทย โดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านการท่องเที่ยวที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬา 3 ประเทศ ตลอดจนการจัด Familiarization Trip โดยการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวร่วมกัน ในลักษณะ Intra IMT-GT และจากนอกภูมิภาค ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์/สุขภาพนานาชาติโดยตั้งเป้าที่จะนำเม็ดเงินไหลเข้าประเทศไทยกว่า4 แสนกว่าล้านบาท ดังนั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงผลักดันและส่งเสริมนโยบายการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ(Medical Tourism Hub) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพในอนุภูมิภาค ภูมิภาคเอเชีย ระดับนานาชาติ และระดับโลก
 
        นายสมบัติ คุรุพันธ์ กล่าวว่า จากกรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ IMT-GT ด้านการท่องเที่ยว ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งสมาชิกเห็นชอบร่วมกัน ให้ปี 2552-2558(2009-2015) เป็นช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆร่วมกัน(IMT-GT Celebration Years) โดยประเทศไทย พยายามผลักดันการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ เป็นผลสืบเนื่อง จากการที่ทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันแผนงานเพื่อการพัฒนาช่วงปี 2009-2011 ในการจัดทำแผนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ ที่สนับสนุนการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ ซึ่งประเทศไทยนั้นมีศักยภาพและความพร้อมในด้านการแพทย์ มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยประกอบกับมีการรักษาในรูปแบบแพทย์ทางเลือก เช่น สปา นวดแผนโบราณที่หลากหลาย อีกทั้งค่ารักษาพยาบาลของไทยยังมีราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเข้าประเทศไม่ยากลำบาก ค่าใช้จ่ายไม่แพง และความมีอัธยาศัยดีจากผู้ให้บริการ นอกเหนือจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลัก โดยมีการท่องเที่ยวทางทะเล ภูเขา ศิลปะและวัฒนธรรม อาหาร ความบันเทิงและแหล่งชื้อของต่างๆ ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงจัดโครงการส่งเสริมสู่ความเป็นเป้าศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ (Medical Tourism Hub) เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ ที่สามารถครอบคลุมนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มาใช้บริการทางการแพทย์ (Leisure Tourist) นักท่องเที่ยวที่ซื้อแพคเกจทัวร์จากบริษัทท่องเที่ยว (Wellness Tourist) ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยเหตุผลทางการทูต (Expatraites) ชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียด้วยเหตุผลทางการทูต (Expatraites in Asia) โดยมีกำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ ในเวทีระหว่างประเทศ "International Conference on IMT-GT Medical Tourism" โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะและประเมินความต้องการในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ เน้นหนักในพื้นที่เขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย
 
         ทั้งนี้นโยบายการเป็นการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพของไทย เน้นบริการใน4 ด้านคือการใช้บริการรักษาพยาบาลด้านส่งเสริมสุขภาพการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและสมุนไพรผลิตภัณฑ์สุขภาพทำให้การขยายตัวของการให้บริการทางการแพทย์/สุขภาพ ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณร้อยละ 0.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(GDP)จากนโยบายนี้จะมีเงินรายได้ไหลเข้าประเทศไทยในลักษณะธุรกิจทางการแพทย์จำนวน30%และ70%เข้าสู่ธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศชาติซึ่งประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาใช้บริการทางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพเฉลี่ยปีละประมาณ1.45ล้านคน สำหรับปี 2553 คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้ามาใช้บริการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพของไทย ประมาณ 1.6 ล้านคน มีรายได้จากใช้บริการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพของไทย ประมาณ 60,000 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่า ไม่เกินปี 2558 ประเทศไทย จะมีรายได้จากการเป็นเมดิคอลฮับ ประมาณ 100,000 ล้านบาทเนื่องจากสังคมโลกจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพ จะต้องต้องเตรียมรับสถานการณ์ ต้องเริ่มวางยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการร่วมกัน ในลักษณะรัฐสร้างคน อำนวยความสะดวกต่างๆ เอกชนสร้างตลาดและให้บริการร่วมอย่างประทับใจ บนเอกลักษณ์ของชาติไทย ภายใต้การจัดการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพอย่างยั่งยืน มีระดับ มาตรฐานสากล ราคาคุณภาพ จึงจะสามารถครองตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์/สุขภาพในอนุภูมิภาค ภูมิภาคเอเชีย ระดับนานาชาติ ระดับโลกได้
 
         ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่าตนเองมั่นใจ จากแรงสนับสนุนของประเทศสมาชิกสามฝ่าย จากความพร้อมของประเทศไทยในการท่องเที่ยวทางการแพทย์/สุขภาพจากต้นทุนการท่องเที่ยว จากความคุ้มค่าในการท่องเที่ยว และจากเทียบกับจำนวนและรายได้จากการท่องเที่ยวภาพรวมของประเทศไทย ในปี 2552 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 14.145 ล้านคน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นเงิน 636,040 ล้านบาท ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2552 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 6.324 ล้านคน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นเงิน 252,720 ล้านบาท ประเทศมาเลเซีย ในปี 2552 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 23.646 ล้านคน มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นเงิน 630,880 ล้านบาท พอจะกล่าวได้ว่าประเทศไทย มีความพร้อม มีความน่าสนใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวคุณภาพ ในเชิงการแพทย์/สุขภาพ และมีแนวโน้มที่สดใส มีความเด่นชัดในการเป็นผู้นำของกลุ่มสมาชิกประเทศในกรอบ IMT-GTภายในปี 2554/2011อย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผล สอดรับกับวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวไทย "ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระดับโลก สามารถสร้างรายได้และกระจายรายได้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม สมดุลและยั่งยืน" ตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พศ.2555-2559 ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบ ในสัปดาห์หน้านี้ต่อไป