นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมเชิงเสวนาการท่องเที่ยวไทย ร่วมกับสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทยแห่งประเทศไทย (FETTA) เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับเฟสต้า (FETTA) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 เวลา 15.00-18.00 น.
นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากผลการประชุมเชิงเสวนาในครั้งนี้ ได้มีแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต สำหรับปีงบประมาณ 2554 ดังนี้
1) สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดจัดตั้งทีมไทยแลนด์ โดยมีวอร์รูมร่วมและเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
2) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งคณะกรรมการเร่งรัดติดตามการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว และมีการประชุมติดตามในทุกเดือน
3) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งเตรียมความพร้อมในด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ก่อนการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558
4) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานภาคราชการที่เกี่ยวข้อง ในการบังคับใช้กฏหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อการ ท่องเที่ยวให้ถูกต้อง โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควบคู่ไปกับกฎหมายนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
5) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการบังคับทางกฏหมายเกี่ยวกับภาครัฐ ภาคเอกชน บุคคล และธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย/ถูกระเบียบ ให้มีบทลงโทษอย่างจริงจัง
6) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว/สถานที่ท่องเที่ยว อย่างมีแผนงาน มีหลักวิชาการเป็นระบบ และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า/มีคุณค่าในตัวเอง
7) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานหน่วยงานราชการ และสายการบินเอกชน(โลว์คอร์ต) ในลักษณะการบินเพื่อการท่องเที่ยว โดยให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควบคู่ไปกับกฎหมายนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมทั้งสร้างสรรค์ตลาดเพื่อนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริงและมีความจริงใจ/ความรับผิดชอบกับผู้บริโภค/นักท่องเที่ยว
8) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานงานกับกรมการขนส่งทางบก ในการกำหนดให้มีใบขับขี่ยานพาหนะเฉพาะด้านการท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ และผลกระทบในวงกว้างต่อความเชื่อมั่น/ความปลอดภัย และรายได้/จำนวนนักท่องเที่ยว
9) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการปรับบทบาทหน้าที่ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดให้ทำงานเชิงรุก เป็นผู้แทนหลักของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ และมีอำนาจหน้าที่เต็มในเรื่องท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ตลอดจนมีอาคารสำนักงานที่ตั้งในพื้นที่ธุรกิจที่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป สามารถติดต่อได้สะดวกและรวดเร็ว
10) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดการขออนุญาตบัตรมัคคุเทศก์อย่างมีระบบ มีระยะเวลาและมีขั้นตอนการขอเลื่อนระดับจากบัตรระดับชุมชน บัตรระดับท้องถิ่น บัตรระดับจังหวัด บัตรระดับภาค บัตรระดับประเทศ และบัตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้างมาตรฐานของมัคคุเทศก์ และเน้นสร้างงานสร้างอาชีพให้เกิดแก่คนไทยและท้องที่
11) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งธนาคารหรือกองทุนเพื่อการท่องเที่ยว ในลักษณะแม็ทชิ่งฟันด์(Matching Fund) หรือธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว(Tourism Bank of Thailand) เพื่อประโยชน์ในการศึกษา การวิจัย การตลาด การฟื้นฟู การพัฒนา การปรับปรุง และอื่นๆทางด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะวิกฤตด้านการท่องเที่ยว ที่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาต่างๆได้ในระยะเวลาสั้นๆที่ทันเหตุการณ์และเป็นไป ในเชิงรุก
12) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยว ที่สามารถรองรับการท่องเที่ยวในอนาคตของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทุกภูมิภาคของโลก
13) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ ในระยะ 10-20 ปี เป็นการระดมสมองจากทุกภาคส่วน และจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อวางแผนพัฒนาและทิศทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและยั่งยืน
นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับการปรึกษาหารือแนวทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะ Public Hearing ตลอด ช่วงเวลาการทำงานที่เหลืออีก 330 วัน ซึ่งตนเองจะพยายามนำแนวคิดที่ดีข้างต้นมาดำเนินงานในเชิงปฏิบัติการ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดการจัดตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว โดยการจัดตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ที่อาจจะอาศัยเงินรายได้ จากรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งระบบ จำนวน 1,000,000 ล้านบาทต่อปี ขอการสนับสนุนเพียง 10% จากรายได้ดังกล่าว (ประมาณหมื่นล้านบาท) มาเป็นทุนเริ่มต้นในการดำเนินงาน เหมือนด้านกีฬาและสุขภาพ อาศัยงบประมาณ จากการจัดเก็บภาษีอากร จากเหล้า บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ มาเป็นงบดำเนินงานของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และแนวคิดธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว จะอาศัยการจัดเก็บผลประโยชน์ จากนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และภาครัฐ ในการดำเนินงานในระยะยาวต่อไป โดยไม่ต้องการการขอเงินจากรัฐบาลบ่อยๆ ในการพัฒนา การปรับปรุง การการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านต่างๆทั้งในระยะสั้น ในระยะยาว แม้แต่ยามวิกฤตในขณะนี้ หรือเกิดปัญหาทางด้านการท่องเที่ยวของชาติ ซึ่งมีตัวอย่างของธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ของประเทศจีน ในยามวิกฤตที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยส่งเสริมคนจีนเที่ยวในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ตลอดจนลดความตึงเครียดของประชาชน โดยจัดงบประมาณสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย/ประชาชนทั่วไป ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทีมไทยแลนด์ ด้านการท่องเที่ยวของชาติ ที่จะทำงานร่วมกัน และร่วมผลักดันการท่องเที่ยวแห่งชาติเชิงบูรณาการต่อไป