ปฏิทินกิจกรรม
 เข้าสู่ระบบ
ค้นหา
วันนี้ 0 คน
เมื่อวาน 1 คน
เดือนที่แล้ว 898 คน
จำนวนทั้งสิ้น 9,085 คน
สถาบันพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยว >> MRA
การเสวนา เรื่อง “การเตรียมความพร้อมของข้าราชการเมื่อเข้าสู่ข้อตกลงของประชมคมอาเซียนในปี 2558”

วันที่ 5 มิ.ย. 2555

สรุป

 

การเสวนา เรื่อง “การเตรียมความพร้อมของข้าราชการเมื่อเข้าสู่ข้อตกลงของ
ประชมคมอาเซียนในปี 2558”

วันที่ 17 พฤษภาคม 2555

ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จังหวัดนนทบุรี

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ร่วมกับ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จัดการเสาวนาในหัวข้อ  “การเตรียมความพร้อมของข้าราชการเมื่อเข้าสู่ข้อตกลงของประชมคมอาเซียนในปี 2558” เพื่อเสริมสร้างบทบาทของข้าราชการไทย (โอกาสหรือภัยคุกคาม)

โดยมี วิทยากร 4 ท่าน ดังนี้

1.  นางสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ   รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

2.  นางสุวรรณี คำมั่น  รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

3.  นายชาญวิทย์ ไกรฤกษ์  รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

4.  นายนพพร อัจฉริยวนิช  รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ผู้ดำเนินการเสวนา  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บรรพต วิรุณราช  รักษาการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยบูรพา

เรื่องประชาคมอาเซียนในประเทศไทยได้มีการกล่าวถึงกันมานานในระยะที่ผ่านมา ซึ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีการปรับตัวมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น สปป.ลาว แต่ก่อนข้าราชการใช้เวลาในการพักกลางวัน 1 ชั่วโมง 30 นาที แต่ขณะนี้ที่มีการตื่นตัวมากในเรื่องอาเซียน ทำให้ข้าราชการของ สปป. ลาว ปรับเปลี่ยนเวลาพักกลางวัน โดยลดเวลาลงเหลือ 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะนำเวลาที่เหลือไปเรียนรู้เรื่องภาษาเพิ่มเติม หรือ ประเทศอินโดนีเซียรัฐบาลได้มีการส่งเสริมให้เรียนภาษาไทยมากขึ้นโดยมีเปิดหลักสูตรให้ข้าราชการของประเทศอินโดนีเซียเรียนภาษาไทยเป็นภาษาที่ 3

(1) นายนพพร อัจฉริยวนิช รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

- พื้นฐานของอาเซียน เริ่มมีตั้งแต่ 45 ปีที่แล้ว (8 สิงหาคม 2510) และได้มีการพัฒนาเรื่อยมา และได้มีสัญลักษณ์เกี่ยวกับ อาเซียน เช่น ธงอาเซียน คือ ต้นข้าวสีเหลือง 10 ต้นมัดรวมกันไว้ หมายถึงประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

  • สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง
  • สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
  • สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
  • สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
           รวมถึงมีเพลงอาเซียน ซึ่งเพลงนี้มาจากการจัดประกวดให้เป็นไปตามกฎบัตรอาเซียนบทที่ 40 สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มอบหมายให้ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดการประกวดเพลงประจำอาเซียน โดยที่ประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบให้กำหนดรูปแบบการแข่งขันเป็น open competition ทั้งนี้ อาเซียนได้มอบหมายให้สำนักเลขานุการอาเซียนในแต่ละประเทศพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นและจัดส่งให้ประเทศไทยภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 โดยมีกรรมการจากประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 1 คน ซึ่งคณะกรรมการการประกวดได้คัดเลือกเพลงจำนวน 10 เพลงให้เข้ารอบสุดท้าย จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 99 เพลง และได้ดำเนินการประกวดรอบตัดสิน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 โดยคณะผู้ตัดสินประกอบด้วยกรรมการจากอาเซียน 10 คนในรอบแรก และจากประเทศนอกอาเซียนอีก 3 คน ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน และประเทศออสเตรเลีย โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกเพลง “The ASEAN Way”     (ดิอาเซียนเวย์) ของประเทศไทย ซึ่งประพันธ์โดย กิตติคุณ สดประเสริฐ (ทำนองและเรียบเรียง) สำเภา ไตรอุดม (ทำนอง) และพยอม วลัยพัชรา (เนื้อร้อง) ให้เป็นเพลงประจำอาเซียน ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยได้รับเกียรติสูงสุด

ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ

1. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community – APSC)

วัตถุประสงค์

-  เสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข หากมีข้อพิพาทก็ต้องใช้

การแก้ไขโดยสันติวิธี

แผนดำเนินงาน

(1) การสร้างความไว้วางใจแก่สมาชิก

(2) การสร้างความพบปะกับประเทศสมาชิก

(3) การสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันในประเทศสมาชิก

การแก้ไขข้อขัดแย้ง โดยให้ใช้วิธีการหารือแบบทวิภาคี และมีการจัดตั้งเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์
2.  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC)

วัตถุประสงค์

(1) การสร้างตลาดและฐานเศรษฐกิจร่วมกัน คือ การเปิดเสรีด้านสินค้า บริการ เงินทุน แรงงานฝีมือ

(2) การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการประกอบการ เช่น เรื่องกฎหมาย

(3) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่มการรวมตัวของอาเซียน คือ สมาชิกเก่าต้องดูแลสมาชิกใหม่

(4) การปรับตัวให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจโลก คือ การผสมผสานระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเองเพื่อเข้าสู่การค้าโลก
3.  ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC)

วัตถุประสงค์

-  การสร้างความกินดีอยู่ดีให้เกิดกับประชาชนของประเทศสมาชิก

1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

          2) การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม

          3) สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม

          4) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

          5) การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน

          6) การลดช่องว่างทางการพัฒนา

การเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN Connectivity)

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๑๗ ณ กรุงฮานอย เวียดนาม และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการนำประเด็นการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียนขึ้นหารือในหลายโอกาส และในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจะร่วมรับรองแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity) ซึ่งครอบคลุมถึงการผลักดันความเชื่อมโยงใน ๓ ด้าน ได้แก่

๑) การเชื่อมโยงทางกายภาพ  เช่น ถนน หรือสาธารณูปโภค เพื่อการคมนาคมที่สะดวกขึ้น

๒) การประสาน กฎ ระเบียบด้านการขนส่งและคมนาคมให้สอดคล้องกัน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งและการเดินทางข้ามแดน 

๓) การเชื่อมโยงระหว่างประชาชนเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนอาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียวกันและเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน

การเชื่อมโยงทั้ง ๓ ด้าน ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่การสร้างประชาคมอาเซียนต่อไป ทั้งนี้ในปัจจุบันอาเซียนมีแผนเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่สำคัญหลายโครงการ ทั้งในกรอบอนุภูมิภาคและในกรอบอาเซียน อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ตามมาคือ การดำเนินการตามแผนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหางบประมาณสนับสนุน การผลักดันความคืบหน้าของโครงการ และการประสานเชื่อมโยงระหว่างโครงการ  ดังนั้น การรับรองแผนแม่บทฯ ดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างและเร่งรัดการดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่

          แนวคิดของการสร้าง “ประชาคมแห่งการเชื่อมโยง”เป็นความริเริ่มในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จากการเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภูมิภาคอาเซียนซึ่งกำลังย่างก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (AC: ASEAN Community) รวมทั้งโอกาสและศักยภาพทางภูมิศาสตร์ของอาเซียนในการเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และแปซิฟิก เพื่อเพิ่มพูนการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ความร่วมมือของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2510 ในปัจจุบัน มีสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เรียกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสิ้น ทั้งนี้นอกจากอาเซียนจะเป็นสมาคมที่ให้สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันผ่านกรอบความร่วมมือต่างๆ แล้ว อาเซียนยังมีโครงการความร่วมมือในสาขาต่างๆ กับประเทศอื่นในฐานะเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่นอกภูมิภาค หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘คู่เจรจา’ ของอาเซียนอีกกว่า 10 ประเทศ

อาเซียนเริ่มมีความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มเป็นครั้งแรกกับ ‘สหภาพยุโรป’ ในปี พ.ศ. 2515 หรือประมาณ 5 ปีภายหลังการก่อตั้งอาเซียน จากนั้นอาเซียนมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบัน อาเซียนมีเพื่อนที่เรียกว่า ‘คู่เจรจา’ แล้ว จำนวน 9 ประเทศ กับ 1 องค์กร โดย ๙ ประเทศได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา อินเดีย รัสเซีย และ ๑ องค์กร ได้แก่ สหภาพยุโรป

นอกจากอาเซียนจะมีความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียแบบรายประเทศแล้ว ยังมีในกรอบความร่วมมือคือ ความร่วมมืออาเซียน + 3 ซึ่งได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ / ความร่วมมืออาเซียน + 1 ซึ่งได้แก่จีน /ความร่วมมืออาเซียน + 6 ซึ่งได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ / ความร่วมมืออาเซียน + 8 ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์

ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน - สหประชาชาต

ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติมีรากฐานมาจากความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับโครง   การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาในเครือข่ายของสหประชาชาติ โดยความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ  UNDP (United Nations Development Programme - UNDP)

 ความสัมพันธ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตั้งอาเซียนในปี 2510 และ UNDP ได้รับสถานะเป็นคู่เจรจา (Dialogue Partner) ของอาเซียนในปี 2520 โดย UNDP เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและผู้เชี่ยวชาญแก่อาเซียนในการดำเนินโครงการ/กิจกรรมด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระบบสาธารณูปโภค และการรวมตัวกันของอาเซียน 

(2) นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ไทยกับการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

1. เตรียมความพร้อมด้านคนและสังคม โดยให้อยู่ในพื้นฐานความเท่าเทียมกัน การแลกเปลี่ยนและการช่วยเหลือกันได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการประกอบอาชีพ

2. เตรียมความพร้อมด้านภาษา เสริมสร้างให้มีการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น รวมถึงภาษาที่ 3 คือ ภาษาในกลุ่มประเทศสมาชิก

3. เตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจ เกษตร พลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (AEC: ASEAN Economic Community)

แผนพัฒนาแห่งชาติได้มอบหมายภารกิจในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้แต่ละกระทรวง เช่น

- กระทรวงพาณิชย์ ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ

- กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลเรื่องสังคมและวัฒนธรรม

- กระทรวงการต่างประเทศ ดูแลเรื่องการเมือง

(3) นาวสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

การเตรียมความพร้อมของกระทรวงศึกษาธิการ

          ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และตื่นตัวในเรื่องของอาเซียน คือ รู้จักเพื่อนบ้านสมาชิก และสร้างความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด ซึ่งไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้า ด้านการศึกษา ฯลฯ

กระทรวงศึกษาธิการมีความเกี่ยวเนื่องกับอาเซียนในหลายๆ เรื่อง เช่น

- เรื่องการศึกษา ซึ่งในปี 2558 จะมีการเคลื่อนย้ายนักเรียน นักศึกษาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการถ่ายโอนหน่วยกิจ ทั้งนี้ในหลายๆ ประเทศได้มีการจัดทำไปบ้างแล้ว

- เรื่องภาษา การเปิดประชมคมอาเซียนจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่ก็ยังคงต้องตื่นตัวในภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน หรือภาษาในประเทศอาเซียนด้วยกันเอง

การตระหนักรู้ในเรื่องอาเซียน

          ควรที่จะมีการปลูกฝังเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องบูรณาการให้มีทัศนคติ เยาวชนจะเป็นพลเมืองของอาเซียนและของโลกต่อไป ให้ตระหนักรู้ถึงการดำเนินชีวิตในการก้าวเข้าสู่อาเซียน และเชื่อมโยงถึงการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญข้าราชการไทยควรจะต้องมีความตระหนักรู้หน้าที่ของตนเอง รวมถึงรู้และเข้าใจในสายวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียน โดยจะต้องรอบรู้อย่างรอบตัวและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอาเซียนมีสาขา ๗ วิชาชีพที่ไทยได้ลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพ หรือ MRA (Mutual Recognition Arrangement) ซึ่งจะมีแรงงานฝีมือเข้ามาในประเทศมากขึ้น ได้แก่

1.       วิศวกรรม                                  5. พยาบาล

2.       สถาปัตยกรรม                            6. ช่างสำรวจ

3.       แพทย์                                      7. ทันตแพทย์

4.       การบัญชี                                   8. ท่องเที่ยว

 

สำหรับในสาขาท่องเที่ยว สาขาที่ ๘ ยังอยู่ระหว่างรอประเทศไทยลงนามในข้อตกลง MRA คือข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอาเซียนจะเกี่ยวข้องกับ ๖ สาขาวิชาชีพ ใน 32 ตำแหน่งงาน แบ่งเป็นสาขาด้านการโรงแรมและสาขาด้านการท่องเที่ยว ทั้งนี้เยาวชนอาจจะมีความต้องการที่จะทำงานในการท่องเที่ยวและโรงแรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาภาษาให้หลากหลายและเตรียมพร้อมมากยิ่งขึ้น

 

(4) นายชาญวิทย์ ไกรฤกษ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

การเตรียมความพร้อมข้าราชการไทยสู่ประชาคมอาเซียน

          สิ่งที่ สำนักงาน ก.พ. ตระหนักคือ การสร้างและเตรียมความพร้อมข้าราชการไทยเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ตลอดจนศึกษา ค้นหาแนวทางการเสริมสร้างความพร้อมในการพัฒนาข้าราชการสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมีระบบ และมีประสิทธิภาพในแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนใน ๓ เสาหลัก

สำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่รับผิดชอบในองค์ประกอบย่อยของเสาหลักด้านการประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community–ASCC) ซึ่งการมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ณ ประเทศไทย ซึ่งได้ให้การรับรองแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) เพื่อเป็นกรอบและกิจกรรมที่จะทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยแผนงานฯ จะเน้นให้เกิดการส่งเสริมความร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในด้านต่างๆ ประกอบด้วยความร่วมมือใน ๖ ด้าน ได้แก่

1. การพัฒนามนุษย์ (Human Development)

2. การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)

3. สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)

4. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

5. การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building an ASEAN Identity)

6. การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap)

 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 20 มิถุนายน 255๔  ได้ระบุว่าส่วนราชการไทยต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น

- ให้ทุกหน่วยงานราชการตระหนักรู้ในเรื่องของอาเซียน โดยจัดทำหลักสูตรของแต่ละหน่วยงาน

- ให้ทุกหน่วยงานราชการจะต้องมีหน่วยงานในระดับ กรม กอง หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบและขับเคลื่อนภารกิจด้านอาเซียนโดยเฉพาะ

- ให้ทุกหน่วยราชการทำแผนเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่อาเซียน ซึ่งควรจะทำแผน 5 ปี (2554 - 2558)
การเตรียมตัวของข้าราชการไทยที่ต้องปฏิบัติตามภารกิจของแต่ละกระทรวงนั้น  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการศึกษาประเด็นนี้ เช่น ก่อนที่สหภาพยุโรปจะรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศเหล่านั้นได้จัดเตรียมคนอย่างไร ซึ่งได้สรุปไว้ 3 แนวทาง โดยข้าราชการต้องมี

(1) มีความเป็นนานาชาติ คือ ต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและบริบท อย่างน้อยต้องทราบว่าประชาคมอาเซียน ก่อตั้งโดยมีวัตถุประสงค์อย่างไร และประเทศสมาชิกมีบทบาทที่ต้องปฏิบัติอย่างไร ให้เข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เราต้องเกี่ยวข้องตาม กติกา มารยาทสากล

(2) มีความเป็นมืออาชีพ ภารกิจของข้าราชการต้องแม่นยำในบทบาทของตนเอง คือ ต้องมีทักษะในงานที่ปฏิบัติ

(3) มีความเป็นผู้สนับสนุน คือ ต้องมีความสามารถที่จะชักนำเครือข่ายที่ถูกต้องให้สามารถประสานไปด้วยกัน การรวมตัวในภูมิภาคไม่สามารถทำเพียงลำพังได้

 

โอกาสหรือภัยคุกคาม

นายนพพร อัจฉริยวนิช รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

- การสร้างความตระหนักรู้ของการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ของข้าราชการ เป็นโอกาสของข้าราชการไทยในการที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน
 
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

- ข้าราชการไทยมีช่องทางมากมายในการที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยผ่านเครือข่ายต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดี

 

นางสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ        รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

- เป็นโอกาสที่ข้าราชกรไทยจะได้เรียนรู้ภาษาต่างๆ เพิ่มมากขึ้นซึ่งทุกภาษามีความสำคัญในการสื่อสารเป็นอย่างมาก

 

นายชาญวิทย์ ไกรฤกษ์   รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

- เป็นโอกาสและความท้าทายในการยกระดับข้าราชการไทยซึ่งต้องเข้าใจและตระหนักรู้ให้เพิ่มมากขึ้นในเรื่องอาเซียน